The Müller-Lyer illusion เป็นภาพลวงตา ที่เส้นตรงที่มีความยาวเท่ากัน แต่ว่าถูกมองว่ายาวไม่เท่ากัน เมื่อปลายของเส้นตรงนั้นมีหัวลูกศรที่หันไปในทิศทางที่แตกต่างกัน โดยเส้นตรงที่มีลูกศรตรงปลายหันออกจะถูกมองว่าสั้นกว่า เส้นตรงที่มีลูกศรตรงปลายเส้นตรงหันเข้า
ฟรานซ์ มูลเลอร์-ไลเยอร์ (Franz Carl Müller-Lyer) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ค้นพบภาพลวงตา The Müller-Lyer illusion นี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889 แล้วนักจิตวิทยาก็เชื่อกันมาตลอดว่ามนุษย์ทุกคนจะรับรู้ภาพลวงตานี้ได้เหมือนๆ กัน
จนกระทั้งช่วงปี 1960s ได้มีการนำภาพ The Müller-Lyer illusion นี้ไปทดสอบในหมู่ชาวพื้นเมืองในทวีปแอฟริกาหลายกลุ่ม ซึ่งผลการทดสอบทำให้นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปต่างแปลกใจ เพราะว่าชาวแอฟริกาหลายคนสามารถตอบได้ทันทีว่าเส้นตรงทั้งสองเส้นมีความยาวเท่ากัน
นั้นทำให้นักวิทยาศาสตร์ตระหนักว่า The Müller-Lyer illusion เป็นปรากฏการณ์ทางจิต (physiological phenomenon) มากว่าการเป็นภาพลวงตาเพราะแสง (optical illusion)
นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ชาวยุโรปจะเห็นเส้นตรงใน The Müller-Lyer illusion ไม่เท่ากัน เพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองที่มีตึก มีมุมและเส้นตรงมากมาย ในขณะที่ชาวแอฟริกาพื้นเมืองซึ่งอาศัยในพื้นที่โล่ง และทุ่งหญ้าเป็นส่วนใหญ่จะเห็นเส้นตรงได้น้อยกว่า … ดังนั้น “การจะเห็นว่าเส้นตรงของ The Müller-Lyer illusion ยาวเท่ากันหรือไม่นั้น เป็นปัญหาทางด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่คนๆ นั้นเติบโตขึ้นมา”
สมมติฐานที่อธิบายในปรากฏการณ์นี้ เรียกว่า Carpentered World hypothesis
คือ สมมติฐานในจิตวิทยาการรับรู้ (perceptual psychology) ที่เสนอว่า
คนที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งปลูกสร้างสี่เหลี่ยม มุมฉาก เส้นขนาน (เช่น อาคาร บ้าน ถนน – “โลกที่ถูกช่างไม้สร้าง” carpentered world) จะมีแนวโน้ม ตีความเส้นและมุมต่าง ๆ ตามกฎเกณฑ์ของสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้น ทำให้เกิดความแตกต่างในการมองเห็นภาพลวงตา (visual illusions) เช่น Müller-Lyer illusion ที่เส้นความยาวเท่ากันดูยาวไม่เท่ากัน เพราะปลายเส้นถูกตีความเหมือน “มุมตึก” หรือ “ขอบห้อง”
สมมติฐาน Carpentered World Hypothesis ถูกเสนอโดยนักจิตวิทยาสามคน ในหนังสือ The Influence of Culture on Visual Perception (1966, ตีพิมพ์งานวิจัยครั้งแรกปี 1963) ได้แก่
- มาร์แชลล์ ซีแกลล์ (Marshall H. Segall)
- โดนัลด์ แคมป์เบลล์ (Donald T. Campbell)
- เมลวิลล์ เฮอร์สโกวิตส์ (Melville J. Herskovits)